Ads 468x60px

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

ตำนานวัดทองทั่ว


ตำนานประจำท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรี

     ตำนานเรื่องเมืองจันทบุรีโบราณ นานมาแล้วยังมีกษัตรย์ผู้ครองนครโบราณพระองค์หนึ่งเข้าใจว่านครนั้น คือ เมืองจันทบุรี ที่เชิงเขาสระบาป ทรงพระนามว่าพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงสืบราชบัลลังค์มาจากใคร เมื่อใดไม่ทราบทราบแต่ว่าพระองค์มีเอกอัครมเหสี และมีราชโอรสด้วยกันสองพระองค์ องค์โตทรงพระนามว่าเจ้าบริพงษ์ องค์น้องทรงพระนามว่าเจ้าวงษ์สุริยมาศ ต่อมามเหสีสิ้นพระชนม์ พระเจ้าพรหมทัตได้ทรงอภิเษกมเหสีองค์ใหม่ขึ้นอีก ทรงพระนามว่าพระนางกาไว ซึ่งมีพระศิริโฉมงามมาก เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าพรหมทัตยิ่งนัก และมีพระโอรสด้วยกัน ๑ พระองค์ ทรงพระนามว่าพระไวยทัต
    พระนางกาไวเป็นผู้มีจิตใจอิจฉาริษยาในราชโอรสที่ประสูตจากพระมเหสีองค์เดิมและมักใหญ่ใฝ่สูงหวังจะให้พระไวยทัตราช โอรสครองนคร ตนจะได้มีอำนาจต่อไป หากว่าพระเจ้าพรหมทัตเสด็จสวรรคตแล้ว จึงทรงวางแผนกำจัดเจ้าบริพงษ์ และเจ้าวงษ์สุริยมาศ ซึ่งตามกฏมณเฑียรบาลย่อมมีสิทธิในราชสมบัติมากกว่า เพื่อมิให้เป็นที่กีดขว้างแผนงานของตน ความคิดนี้คงจะทรงคิดมาตั้งแต่แรกที่ได้ทรงเสกสมรส ครั้นเมื่อตนมีพระราชโอรสก็ทรงดำเนินการเพื่อให้ พระเจ้าพรหมทัตซึ่งลุ่มหลงตนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ลุ่มหลงตนยิ่งขึ้นถึงกับมีการลอบทำเสน่ห์ยาแฝด ให้ทรงเสวยเพื่อให้หลงรัก แต่เพียงองค์เดียว และเมื่อได้

    โอกาสคราวใด ก็พยายามเท็จทูลให้พระเจ้าพรหมทัตกำจัดเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศเสีย โดยหาเรื่องยุยงว่าลูกเลี้ยงทั้งสองไม่ดีประการใดประการหนึ่งอยู่เสมอ พระเจ้าพรหมทัตแม้จะทรงเสน่หาในพระนางกาไวเพียงใดก็ยังทรงมีพระสติอยู่ไม่ทำอะไรรุนแรงแก่ราชโอรส แต่ในที่สุดเพื่อตัดความรำคาญ จึงทรงเรียกพระราชโอรสทั้งสองมาชี้แจงเหตุผลให้พาไพร่พลไปสร้างเมืองเองใหม่ทั้งๆ ที่ทรงอาลัยในราชโอรสอยู่ ฝ่ายเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศแม้จะทรงทราบเบื้องหลังอยู่ แต่ด้วยความเกรงพระทัยในราชบิดา ก็เสด็จพาไพร่พลไปหาทำเลสร้างเมืองใหม่อยู่ทางเหนือ คือในเขตท้องที่อำเภอโป่งน้ำร้อนจังหวัดจันทบุรีในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ใกล้แดนขอม ( เขมร ) เรียกกันว่า เมืองสามสิบ

เมื่อกลับไปถึงเมืองสามสิบแล้ว ได้เกลี้ยกล่อมผู้คน รวมรวมช้างศึก ม้าศึก ฝึกอาวุธ และทำนุบำรุงให้เข้มแข็ง และได้ขอกำลังไปยังกษัตริย์ขอม ซึ่งประทับอยู่ที่เมืองนครธมมาช่วยแก้แค้น โดยให้สัญญาว่าถ้าได้เมืองคืนแล้วจะแบ่งเมืองให้ กษัตริย์ขอมก็ยกมาช่วย กองทัพที่ยกมาใหม่ครั้งนี้เดินทัพมาด้วยความระมัดระวังไม่ประมาทเหมือนคราวที่แล้ว เมื่อมาถึงเมืองก็สร้างค่ายคู ประตู หอรบ และตั้งพลับพลาประทับเตรียมไว้ต่อสู้ทัพในเมือง ข้างฝ่ายในเมืองคงจะประมาทเพราะเคยชนะมาคราวหนึ่งแล้ว ฉะนั้นแม้ฝ่ายเจ้าบริพงษ์และเจ้าวงษ์สุริยมาศจะส่งทูตมาเจรจาขอตกลงโดยดีก็หาได้ตกลงด้วยแต่อย่างใดไม่

    ราชโอรสทั้งสองจึงได้ยกทัพเข้าโจมตี ฝ่ายในเมืองออกต่อสู้แต่ก็พ่ายแพ้ข้าศึกเข้าเมืองได้พระนางกาไวจึงได้ขนพระราชทรัพย์ขึ้นหลังช้างที่เพนียด เปิดประตูเมืองที่จะหนีทรัพย์ที่จะขนไปไม่ทันก็ทิ้งส้วม ( เว็จ ) เป็นอันมาก ครั้นจวนตัวจะหนีไม้พ้นจริง ๆ ก็ให้เอาเครื่องทองออกหว่านตามหลังขบวนของตน เพื่อล่อข้าศึกให้ข้าศึกพวงเก็บทรัพย์สินเหล่านั้น ตนจะได้ลงเรือหนีไปได้โดยสะดวก

จังหวัดตราด







เมืองตราดสันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจากคำว่า “กราด” ที่เป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ใช้ทำไม้กวาด ต้นไม้ชนิดนี้มีขึ้นอยู่รอบเมืองตราด ซึ่งในสมัยนั้นมีต้นกราดอยู่เป็นจำนวนมาก แต่พอถึงในสมัยกรุงศรีอยุธยา รัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมืองตราดมีชื่อในขณะนั้นว่า “บ้านบางพระ” จังหวัดตราด หรือเมืองทุ่งใหญ่ปรากฏชื่อในทำเนียบหัวเมืองสมัยพระเจ้าปราสาททอง (พ.ศ. 2178) ว่าเป็นหัวเมืองชายทะเล สังกัดฝ่ายการต่างประเทศ ซึ่งเกี่ยวข้องกับด้านการคลัง ตราดเป็นหนึ่งในเมืองท่าชายทะเล ที่มีชัยภูมิเหมาะกับการแวะจอดเรือ เพื่อขนถ่ายซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า เติมเสบียงอาหาร น้ำจืดบริเวณอ่าวเมืองตราด จึงเป็นแหล่งที่ตั้งชุมชนพ่อค้าชาวจีนที่เดินทางเข้ามาค้าขาย

ตราดนับเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงปลายอยุธยา สินค้าที่ส่งออกขายยังแดนไกล โดยเฉพาะของป่า เช่น เขากวาง หนังสัตว์ ไม้หอม และเครื่องเทศต่าง ๆ ล้วนมาจากเขตป่าเขาชายฝั่งทะเลตะวันออก แถบระยอง จันทบุรี ตราด โดยลำเลียงสินค้าผ่านมาตามแม่น้ำเขาสมิง ออกสู่ปากอ่าวตรา
เมื่อครั้งสงครามกู้เอกราชสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงเลือกตราดเป็นเมืองหน้าด่านกันชน ทำหน้าที่ส่งเสบียงอาหารก่อนเคลื่อนกองทัพเรือออกจากจันทบุรี
ในสมัยรัชการที่ 1 เมืองตราดยังเป็นเมืองท่าสำคัญแห่งหนึ่งเช่นเดียวกับในสมัยอยุธยา ในสมัยรัชกาลที่ 3 ไทยทำศึกกับเจ้าอนุวงศ์ เมืองเวียงจันท์ซึ่งต่อมาหันไปสวามิภักดิ์กับญวน ไทยกับญวนผิดใจกันจนต้องทำสงครามกันในปี พ.ศ. 2371 ตราดเป็นแหล่งกำลังพล และเสบียงอาหารมีการตั้งป้อมค่ายอยู่ที่บ้านแหลมหิน ปากอ่าวเมืองตรา
สมัยรัชกาลที่ 5 ฝรั่งเศสได้ส่งกองทัพเรือเข้ายึดจันทบุรี ปี ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) และคืนให้ไทยในปี พ.ศ. 2447 โดยแลกกับเมืองตราดตั้งแต่แหลมสิงห์ไปจนถึงเกาะกูด รวมทั้งเมืองปัจจันตคีรีเขตร (เกาะกง) ต่อมารัฐบาลไทยเห็นว่าตราดมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ และพลเมืองส่วนใหญ่เป็นคนไทย ด้วยพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ฝรั่งเศสจึงยินยอมทำสัญญายกเมืองตราดกับเมืองด่านซ้ายฝั่งขวาของแม่น้ำโขง (เมื่อหันหน้าไปทางปากแม่น้ำ) คืนให้กับไทยโดยแลกเปลี่ยนกับพระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2449 โดยฝ่ายไทยมีพระยามหาอำมาตยาธิบดี ซึ่งในขณะนั้นเป็นพระยาศรีเทพตำแหน่งปลัดทูลฉลองกระทรวงมหาดไทยเป็นหัวหน้าผู้แทนรัฐบาลไทย ฝ่ายฝรั่งเศสมีเมอซิเออร์รูซโซเรซิดังเป็นหัวหน้าผู้แทนรัฐบาลฝรั่งเศสได้กระทำพิธีส่ง และรับมอบกัน ณ ศาลากลางจังหวัด และฝรั่งเศสยอมถอนทหารออกไปเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2450
ในช่วงสงครามอินโดจีน (พ.ศ. 2483-2484) ฝรั่งเศสพยายามเข้ายึดเมืองตราดอีกเมื่อวันที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2484 กองทัพเรือไทยได้เข้าต่อสู้ขัดขวางกองทัพเรือฝรั่งเศสที่ล่วงล้ำน่านน้ำไทยอย่างกล้าหาญ รักษาเมืองยุทธศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์แห่งนี้ได้
ปี พ.ศ. 2521 เกิดสงครามสู้รบในกัมพูชา ชาวเขมรนับแสนหนีตายทะลักเข้ามาในเขตไทยทางเทือกเขาบรรทัด เขตพรมแดนด้านตะวันออก เส้นทางหลวงหมายเลข 318 จากตัวเมืองตราดเลียบขนานเทือกเขาบรรทัด และชายฝั่งทะเลสู่อำเภอคลองใหญ่เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สายสำคัญ เมื่อสงครามสงบลงในปี พ.ศ. 2529 เส้นทางสายนี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นเส้นทางการค้าระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชาบริเวณตลาดหาดเล็ก สุดเขตชายแดนไทย และเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางต่อไปยังเกาะกง
การขุดพบ “พลอยแดง” หรือ “ทับทิมสยาม” ในเขตอำเภอบ่อไร่เมื่อปี พ.ศ. 2514 ก่อกระแสการตื่นพลอย ผู้คนจากทั่วสารทิศหลั่งไหลเข้ามาแสวงโชคที่นี่ความเจริญทุกด้านมุ่งสู่บ่อไร่จนกลายเป็นเมืองใหญ่คู่กับตัวเมืองตราด พื้นที่ที่เคยเป็นป่าทึบกลายเป็นหลุมบ่อ เมื่อทรัพย์สินในดินเริ่มหมดไป ในปี พ.ศ. 2534 บ่อไร่กลายเป็นเมืองร้าง เหลือไว้เพียงอาคารร้านค้าซึ่งเป็นอนุสรณ์แห่งความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจจังหวัดตราด อยู่ห่างจากกรุงเทพฯ 315 กิโลเมตร มีพื้นที่ประมาณ 2,819 ตารางกิโลเมตร เป็นจังหวัดชายแดนทางภาคตะวันออกของประเทศไทย

จังหวัดจันทบุรี


ประวัติจังหวัดจันทบุรี จันทบุรีเป็นเมืองเก่าแก่ เคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ มีการสำรวจโบราณคดีหลายแห่งในจันทบุรี พบเครื่องมือเครื่องใช้ยุคหินขัด อายุประมาณ 2,000 ปี ในเขตอำเภอมะขาม อำเภอท่าใหม่และที่ราบเชิงเขาที่บ้านคลองบอน อำเภอโป่งน้ำร้อน…  ริ่มมีการตั้งเมืองครั้งแรก หน้าเขาสระบาป ราวพุทธศตวรรษที่ 18 ?ชาวชอง? หรือชนเผ่าในตระกูลมอญ-เขมร? เป็นชนพื้นเมืองกลุ่มแรกที่เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในป่าฝั่งตะวันออก บริเวณจังหวัดจันทบุรี ระยอง ตราด โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อจันทบุรี-ตราด ซึ่งเป็นแหล่งของป่าและสมุนไพรที่อุดมสมบูรณ์ ในสมัยก่อนชาวชองดำรงชีพด้วยการเก็บของป่าออกมาขาย แต่ในปัจจุบันพื้นที่ป่าลดน้อยลงเพราะถูกหักร้างเพื่อทำสวน ทำไร่ ถูกจับจองโดยคนไทยและคนจีน ตลอดจนการเก็บของป่ากลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย พรานป่าอย่างชาวชองจึงต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตมาเป็นแรงงานในเมือง บางส่วนกลายเป็นชาวนาชาวไร่ ชุมชนของชาวชองในปัจจุบันยังปรากฏให้เห็นบริเวณบ้านคลองพลู กิ่งอำเภอเขาคิชฌกูฏปี พ.ศ. 2200 ได้ย้ายมาสร้างเมืองใหม่ที่บ้านลุ่ม ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรีและหลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อครั้งยังเป็นพระยาวชิรปราการ ได้นำกำลังพลประมาณ 500 คน ตีฝ่าวงล้อมพม่าออกมาทางทิศตะวันออกและยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นเวลา 5 เดือน เพื่อเป็นแหล่งสะสมเสบียงอาหารและไพร่พล จากนั้นจึงนำกองทัพทั้งชาวไทยและชาวจีนจำนวน 5,000 คน กลับไปกอบกู้กรุงศรีอยุธยาเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเราสามารถเห็นได้จากโบราณสถาน และอนุสรณ์สถานหลายแห่งที่ได้จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระปรีชาสามารถและพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ในครั้งนั้นต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ย้ายเมืองไปตั้งที่บ้านเนินวง เนื่องจากเป็นที่สูงมีชัยภูมิเหมาะเป็นที่มั่น ในการป้องกันการรุกรานของพวกญวน จนกระทั่งในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมืองจันทบุรีได้ย้ายกลับมาอยู่ที่บ้านลุ่มตามเดิม เนื่องจากบริเวณบ้านเนินวงอยู่ไกลจากแหล่งน้ำในปี พ.ศ. 2436 เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศสได้เข้ามายึดครองเมืองจันทบุรีไว้เป็นเวลานานถึง 11 ปี จนไทยต้องยอมยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้กับฝรั่งเศสเพื่อแลกเมืองจันทบุรีกลับคืนมาในปี พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดตั้งระเบียบบริหารราชการแผ่นดินขึ้นใหม่ เมืองจันทบุรีได้ยกฐานะเป็นจังหวัดจันทบุรีมาจนถึงปัจจุบันจันทบุรีจึงเป็นเมืองชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ไทย ทั้งในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์จวบจนทุกวันนี้

ประวัติวัดเทพขาหยั่ง


วัดเทพขาหยั่ง ต.บางชัน อ.ขลุง จ.จันทบุรี เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สมัยเชียงแสนอายุกว่า 1 พันปี เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านที่มักจะเรียกว่า "หลวงพ่อลอย"
หลวงพ่อลอยเป็นพระพุทธรูปสมัยเชียงแสน เนื้อทองสัมฤทธิ์ อายุประมาณ 1,300 กว่าปี มีตำนานเล่าขานต่อๆ กันมาว่าเป็นพระพุทธรูปลอยน้ำมาติดที่กอไผ่ในแม่น้ำยม จังหวัดอุตรดิตถ์ได้เข้าฝันสองตายายที่มีอาชีพค้าขายทางเรือให้นำท่านขึ้นมาจากน้ำที และเป็นที่น่าอัศจรรย์ที่ทั้งสองฝันเหมือนกันถึงสามครั้งจนทั้งสองแปลกในที่ฝันเห็นหลวงพ่อเหมือนกันทั้งสองจึงตัดสินใจไปดูตามที่ฝันเห็น และก็ได้เห็นหลวงพ่อซึ่งลอยมาติดอยู่ ทั้งสองตายายได้นำหลวงพ่อขึ้นเรือ เมื่อได้หลวงพ่อมาทั้งสองก็ทำมาค้าขายดีวันดีขึ้น
ต่อมาทั้งสองได้รู้จักนายเสริมและแม่นิดซึ่งเป็นคนอำเภอขลุง ได้ไปทำป่าไม้อยู่ที่อุตรดิตถ์ทั้งสองตายายเห็นว่าเป็นคนดีจึงได้มอบหลวงพ่อให้ ระหว่างที่หลวงพ่ออยู่กับนายเสริมและแม่นิดนั้น ท่านได้แสดงปาฏิหาริย์หลายอย่าง ช่วยให้พ้นจากโจรปล้นด้วยการเรียกให้รู้ตัวหลายครั้ง และต่อมานายเสริมกับแม่นิดก็กลับมาอยู่อำเภอขลุง
วันเวลาผ่านไป นายเสริมก็ได้เสียชีวิตลงด้วยโรคชรา เมื่อนายเสริมจากไปแม่นิดก็อยากจะนำหลวงพ่อไปไว้ที่วัด แต่เมื่อนำหลวงพ่อไปไว้ตามวัดต่าง ๆ จนทั่วจังหวัดจันทบุรี หลวงพ่อไม่ยอมอยู่ เกิดอาเพศต่างๆ นาๆ ยกไม่ขึ้นบ้าง ฝนตกไม่หยุดบ้าง จนแม่นิดอ่อนใจ ต่อมาแม่นิดได้รู้จักกับแม่วาดซึ่งเป็นคนบ้านท่าขาหย่างได้พาลูกชายไปบวชเป็นพระพร้อมเพื่อนลูกชายอีกสองคนที่อำเภอขลุง แม่วาดคนนี้เป็นคนสร้างวัดท่าขาหย่าง แม่นิดรู้เข้าจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่วาดฟัง และมอบหลวงพ่อให้แม่วาดมาไว้ยังวัดท่าขาหย่าง แม่วาดจึงทำพิธีเสี่ยงทายถามหลวงพ่อจนแน่ใจว่าหลวงพ่อจะมาอยู่ที่วัดท่าขาหย่างแน่ๆ จึงได้หาเรือแห่อย่างใหญ่โต นำหลวงพ่อกลับมายังวัดท่าขาหย่างพร้อมพระบวชใหม่อีกสามรูป เมื่อปี พ.ศ. 2489 ระหว่างทางก็เกิดอาเพศมืดฟ้ามัวดินไปหมด ฟ้าร้องน่าหวาดกลัว เพราะเป็นทางเรือแต่แปลกฝนไม่ตก ลมไม่มี พอมาถึงวัดท่าหย่างนำหลวงพ่อประดิษฐานเสร็จเรียบร้อยแล้งฝนจึงตกลงมา (หมายเหตุ วัดเทพขาหยั่ง ชื่อเดิมคือ วัดท่าขาหย่างตามชื่อหมู่บ้าน)
 
 
Blogger Templates